เดสทรัคเตอร์

14358638_1122620991117840_1137088858109938044_nกุ้งเดสทรัคเตอร์ เข้ามาจำหน่ายประมาณปลายปี 09 ตอนนั้นใช้ชื่อเรียกว่า บลูเพิร์ล หลากหลายสี เป็นกุ้งนำเข้า(ลูกนอก)เข้ามาขายในตอนนั้น พ่อค้าขายดีมาก เข้ามาเท่าไรก็ขายหมด ไซส์ 3 – 4 นิ้วราคาตัวละประมาณ 800-1,000.- ตอนนั้นไซส์เด็กๆยังไม่มีจำหน่าย สีเดสลูกนอกเข้ามาจำหน่าย ก็มีสีเด่น คือ สีน้ำตาลข้อก้ามแดงสีน้ำเงินเข้มข้อก้ามแดง สีเทาข้อก้ามแดงหรือตอนนั้นเรียกว่า แบล็คเพิร์ล

มีจำหน่ายจนถึงเดือนเมษายน ปี 10 พ่อค้านำเข้าก็ไม่ได้สั่งเข้ามาจำหน่ายอีกเลยถึงปัจจุบัน ในช่วงเวลานั้น ลูกค้าต้องการบลูเพิร์ลไซส์แรกเกิด ก็หายาก บลูเพิร์ลลูกนอก ไซส์ 3-4 นิ้ว ก็หายาก เดสลูกนอกก็หายาก หรือเป็นเพราะว่าในช่วงนั้น มีผู้เพาะพันธุ์เดสได้ และได้เยอะมาก นำมาจำหน่ายในราคาไม่สูงมาก เดสลูกนอกจึงไม่นำเข้ามา เมื่อมีผู้เพาะเดสได้ ก็มีลูกค้ามาตั้งโจทย์ว่าน่าจะทำให้เดสสีน้ำเงินเหมือนบลูเพิร์ลและเลี้ยงน้ำธรรมดา ไม่ต้องน้ำเย็นเหมือนบลูเพิร์ล

ช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ปี 10 ช่วงนั้นไม่มีเดสออกมาจำหน่ายเลย ทั้งเดสลูกนอกไซส์ใหญและเดสลูกในไซส์เล็ก เดือนพฤศจิกายน ปี 10 เริ่มมีคนเพาะเดสลูกในได้ ทั้งเดสน้ำตาลข้อก้ามแดง เดสน้ำเงินข้อก้ามแดง และเดสเลี้ยวเพิร์ลหรือที่เรียกอีกชื่อนึ่งว่า เดสฟ้า ตลาดค้ากุ้งก็กลับมาคึกคักกันอีกที เมื่อมีเดสลูกในเข้ามาจำหน่าย

ช่วงนั้นเดสฟ้ามาที่นึ่งเลย เพราะอยากเลี้ยงบลูเพิร์ล แต่ติดที่ต้องใช้น้ำเย็นเลี้ยง แต่พอเดสฟ้าเลี้ยวเพิร์ล (คือเดสแม่พันธุ์ผสมกับบลูเพิร์ลพ่อพันธุ์) ผสมได้ และเลี้ยงน้ำ 26-30 องศา ทุกท่านที่อยากเลี้ยง อยากเพาะก็เข้ามาสั่งซื้อกันจากผู้เพาะเดสในประเทศ จนถึงปัจจุบัน

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้คือความเป็นมาของกุ้งเดสทรัคเตอร์ครับ

ความแตกต่างกันบางส่วนของกุ้งเครย์ฟิช Cherax destructor และ Cherax albidus

14432988_1123258811054058_4804848470038384186_n

สำหรับ กุ้ง Cherax albidus นั้น แม้จะเป็นกุ้งที่มีความคล้ายคลึงกันมาก กับ Cherax destructor เพราะเป็น Sub Species กัน แต่ว่า การปรับตัวอาจจะค่อนข้าง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ของทางบ้านเราได้ยากลำบากกว่าครับ เนื่องจากว่า เป็นกุ้งเครย์ฟิช ที่อาศัยอยู่ในแถบพื้นที่ๆ มีความเย็นของอุณหภูมิมากกว่า Cherax Destructor มากครับ Cherax Destructor นั้น มีการกระจายตัวที่มากกว่ามาก และ อยู่ในพื้นที่ๆ มีลักษณะความหลากหลายของอุณหภูมิที่สูง ทำให้มีความอดทนมากกว่า Cherax Albidus ครับ โดยที่กุ้ง Cherax albidus นั้น มีแหล่งกระจายตัวตามธรรมชาติ ที่จำกัดกว่ามาก คืออยู่แค่บริเวณ ทางตะวันตกของรัฐวิคตอเรีย และ บางส่วนทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย เท่านั้นครับ

ในปีค.ศ. 1936 ดร. เอนเลน คลาร์ค นักอนุกรมวิธานประจำพิพิธภัณฑ์วิคตอเรียน ได้ขนามนามกุ้ง White yabby เป็นครั้งแรกว่า Cherax albidus กุ้ง White yabby เป็นที่รู้จักในออสเตรเลียตะวันตกโดยเริ่มจากเขตกสิกรรม Wimmera ในแถบวิคตอเรียตะวันตกในปี 1932 แต่จุดที่พบแน่ชัดคือบึง Miram ใกล้กับ Nihil สิ่งที่น่าสนใจคือ ชื่อของกุ้งยับบี้หรือ Cherax albidus มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคือ คำว่า “albus” หมายถึงสีขาว ซึ่งใช้อธิบายลักษณะการสะท้อนแสงอาทิตย์จากเขื่อน และเจ้ากุ้งยับบี้สะท้อนแสงได้ดี

กุ้ง Cherax albidus เรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า “white yabby” ซึ่งจะต่างจากกุ้ง Cherax destructor ที่เรียกกันว่า “common yabby” นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1936 บรรดานักชีววิทยาได้แยกความแตกต่างระหว่างกุ้ง Cherax albidus กับกุ้ง Cherax destructor โดยมีเกณฑ์การแบ่งแยกความต่างระหว่างกุ้งทั้งสองสายพันธุ์นี้ โดยดูจากลักษณะทางสัณฐานวิทยา ลักษณะที่น่าสังเกตมากที่สุดคือ ที่ส่วนด้านในของก้ามกุ้ง Cherax albidus จะมีขนที่หนาแน่นกว่ากุ้ง Cherax destructor และจะมี areola ที่กว้างกว่า อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานทางอิเล็กโทรโฟเรทิก พบว่ามีการจัดประเภทของกุ้ง Cherax albidus เสียใหม่ให้เป็นสปีชีส์ย่อยของ Cherax destructor และตั้งชื่อใหม่ให้มันว่า Cherax destructor-albidus การศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ที่ศึกษาการจัดกลุ่มของกุ้งน้ำจืดในออสเตรเลียได้อธิบายถึงสปีชีส์ใหม่หรือสปีชีส์ที่คล้ายคลึงกัน จึงเป็นผลให้เกิดความสับสนและความขัดแย้งเกี่ยวกับสถานะของลำดับขั้น(taxa)ที่แน่นอน นอกจากนี้ ยังเกิดข้อโต้แย้งระหว่าง 2 แนวคิด กล่าวคือแนวคิดการจัดกลุ่มแบบดั้งเดิมคือวิเคราะห์จากสัณฐานวิทยา ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งคือแนวคิดสมัยใหม่ที่ใช้เทคนิคอิเล็กโทรโฟเรทิก ทั้งนี้ทั้งสองแนวคิดต่างมุ่งเน้นไปที่ปัญหาของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จากกระบวนการปรับปรุงเมื่อไม่นานมานี้ และการอธิบายในแนวใหม่ ในปัจจุบันพบว่ามีกุ้ง Cherax ทั้งหมด 25 สปีชีส์ในออสเตรเลีย

วิธีดูผมให้ความสำคัญตามนี้
1.ทรงก้าม
2.บอดี้ลำตัวที่จะดูเรียวๆ
3.มาร์คจุดขาวๆด้านข้าง
4.สี(สีบางสีผมคิดว่ามันมีในเฉพาะเดสหรือพวกลูกผสม)
5.ขน

ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าจะดูระหว่าง Destructor กับ Albidus ไม่ต้องดูครบ 5 ข้อหลอก ข้อ 1 ข้อเดียวก็จบแล้วคับ

แต่ตอนนี้ที่น่าควรดูให้ออกมากกว่าก็คือ Albidus 100% กับ Albidusไม่ถึง 100(นั่นก็คือลูกผสม Destructor ทุกขั้น%) ซึ่งอันนี้แหละที่อาจจะปราบเซียนได้ เพราะ 5 ข้อที่กล่าวมาพวกลูกผสม(ตัวที่ได้ Albidusไปเยอะๆ)มีหมด บางทีก็ต้องใช้เซ๊นของเราบ้าง ยกตัวอย่างเคสนึง ผมเจอมา มีข้อ 1 2 3 5 หมดเลย แต่ผมไปชะงักตรงข้อ 4 คือ สี สีมันจะเขียวๆแก่ๆแต่ไม่ออกไปทางขี้ม้าแบบ Albidus ธรรมชาตินะ ผมก็อธิบายไม่ถูกไม่เหมือนกันว่าเขียวประมาณไหน แต่ผมไม่เคยเห็นเขียวนี้ใน Albidus เคยเห็นแต่ในเดสและลูกผสม ผมเลยสืบหาต้นสายกุ้งสรุปมันก็คือ ลูกผสมจริงๆตามที่ผมตะหงิดๆ

ดูรูปเปรียบเทียบระหว่าง
1.ทรงก้าม
2.รูปร่าง
3.จุดขาวที่ก้าม

การเพาะเดสฟ้ากับพ่อบลูเพริลทั้ง 2 ตัวสีเหมือนกันฟ้าสว่างสวยมากๆ จุดประสงค์ต้องการได้กุ้งน่าตาเหมือนบลูเพริลที่สีสวยสดที่ทนอากาศปกติได้ไม่ต้องเลี้ยงห้องแอร์ แต่ลูกออกมามีทั้งข้อก้ามขาวและแดง บางตัวก็สีไม่นิ่งแบบเดส



ที่มาที่ไป ธรรมชาติและนิสัยโดยรวมของเดสทรัคเตอร์ ( Cherax destructor )

14364689_1122619577784648_5808497594045732885_nแหล่งกำเนิดที่มาของเดส ท่าจะกล่าวไปแล้ว ต้องบินตรงไปถึง ดินแดนของเจ้าจิงโจ้ ถิ่นของชาวออสซี่ แน่นอนว่าที่นั่นสภาพน้ำ สภาพอากาศ แตกต่างจากบ้านเรา สามารถพบกุ้งได้ทั้งในแม่น้ำ ทะเลสาบ ในแถบนิวซีแลนด์ ก็มี และยังรวมไปถึง นิวกินี บางส่วน รัฐบาลที่นั่นเค้ามีการ ควบคุม การนำเข้า ส่งออก กุ้งชนิดนี้เป็นอย่างมาก มีงานวิจัยหลายตัวที่ตีพิมพ์ออกมาเกี่ยวกับกุุ้้งชนิดนี้ ส่วนมากเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ การวิจัยการเจริญเติบโต และก็เรื่องของโรคต่างๆ ซึ่งเจ้าโรคนี่แหละ ทำให้กฏหมายของเค้าถึงเข้มงวดมาก ในอดีตมีการขนย้าย เดส จับเดส ข้ามไปมา จนทำให้เกิดโรคระบาดที่รุนแรง ความเสียหาย ไม่ต้องพูดถึงเลย ที่แถมฝรั่งออสซี่ยังมีการทำฟาร์มกัน เป็นล่ำเป็นสันที่ออสเตเลีย เค้าเลี้ยงไว้กินกัน เป็นส่วนมาก แบบว่าขายกันเป็นโล ตามท้องตลาด สีสันที่พบก็ ออกโทนเขียวขี้ม้า ปลายก้ามเหลือบน้ำเงิน นิดหน่อย หลากหลายแตกต่างกันไป เพราะเค้าเลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งธรรมดามาก บางที่ก็ดูเหมือนบ่อ ปลาธรรมดาๆ ในบ้านเรา บางที่ก็ มีรั่วกั้นบ้าง

เรื่องนิสัยใจคอ ของเดสนี่ ต้องบอกว่า โหด ดิบ เถื่อน ก็ว่าได้ละครับ แต่ในบางมุมบางเวลา ก็ แอบเท่ น่ารักแบบแบ้วๆ บ้าง นิสัยการแอบซ่อนไม่มีให้เห็นครับ นอกเสียจาก ใหญ่มากๆ ก็จะเดินน้อยหน่อย เรื่องการปีนป่ายนี่ก็มีความสามารถไม่แพ้สายพันธุ์อื่น เลยครับ เกาะสายออกซิเจนปีนออกสบาย ถ้านับตั้งแต่เริ่มลงมาเดินที่พื้น ได้ โดยหลุดจากท้องแม่มา การตบตี กินกันเอง ก็เริ่มขึ้นเลยครับคุณผู้อ่าน ยิ่งถ้ามีปริมาณมาก อยู่ในที่แคบ อัตราการรอดยิ่งต่ำ มาก เพราะส่วนมากกินกันเอง ตอนลอกคราบ คือ ถ้าไม่ได้อยู่ตัวเดียว การกิน การทะเลาะ เกิดขึ้นแน่นอน ทุกช่วงอายุ เค้าสามารถกินอาหารได้หลากหลาย กิน เก่ง โตไวมาก ผมเคยเลี้ยงเปรียบเทียบกับ บลูลอป มันต่างกันมากพอสมควร ถ้านับเวลาหนึ่งปี เดสสามารถโตได้ถึง 5-6 นิ้ว ส่วนบลูลอป ยังแค่สามนิ้วกว่า (อันนี้ที่บ้านผมนะครับของท่านอื่น อาจแตกต่างกันไป)

มาถึง เรื่อง ประเด็นเด็ด (ไม่ใช่ 7 สี นะครับ)แล้วละครับ การเปลี่ยนสีไปมาของเดส ถือว่ามีความหลากหลายพอสมควร อย่างที่ได้รีวิวไปในตอนแรกแล้ว ว่า เริ่มมีเดสเลือดผสม ปะปนอยู่ การผสมพันธุ์ก็ยังไม่มีการไล่สายเลือด ให้ดีพอ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า มันเป็นของนำเข้า ไม่ได้มีให้เลือกมากมายอะไร ประเด็นนั้นเราไม่ว่ากันครับ ตามใจของบรีดเดอร์แต่ละท่านเลยละกัน แต่ ลักษณะหนึ่งที่หายไป คือ ข้อก้ามแดง เดสในยุคนี้ ส่วนมาก หายไปเกือบหมด สิ่งที่ได้กลับมาคือ สีฟ้า สีน้ำเงินมากขึ้น สีเขียวอมน้ำเงิน สีน้ำตาลปลายก้ามฟ้า พบได้น้อยลง ถ้าหากเป็นช่วง ประมาณ เมษาของปีที่แล้ว ต้องบอกว่าส่วนมากเป็นอย่างนั้นครับ เอ้า ออกประเด็นไปละ กลับมาเรื่องการเปลี่นสี กุ้งขนาดเล็ก ในครอกเดียวกันเปลี่ยนสีได้หลากหลาย ถึงแม้จะอยู่ในที่เดียวกัน อาหาร เหมือนกัน น้ำเหมือนกัน ยังมีสีต่างกันได้

บางกรณีครอกเดียวกันแต่เลี้ยงคนที่ สีก็คนละเรื่องกันเลย ปัจจัยหลักคงมาจากน้ำ กับสายพันธุ์สีสันของพ่อแม่ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ แน่ชัด ในช่วงแรก ก็เป็นข้อถกเถียงกันพอสมควร แต่พอเริ่มเลี้ยงมากขึ้น เดส แพร่กระจายออกไปมากขึ้น ข้อมูลความแตกต่างยิ่งมากไปด้วย แต่สิ่งหนึ่ง ที่พอสรุปได้คือ ในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 นิ้ว ยังเปลี่ยนสีได้อยู่ กลับไปมา หรือบางทีก็ไปแล้วไม่กลับเลย ก็มี เพราะมีผู้เลี้ยงบางท่าน เล่าให้ฟังมา บางท่านก็เป็นลูกค้า เล่าสู่กันฟัง ผมเองหรือท่านผู้อ่านหลายท่านคงคิดเช่นเดียวกันนะครับว่า ที่เป็นอย่างนี้ ก็ดีแล้ว ท้าทายฝีมือการเลี้ยงดี ถ้าอยากได้ สีนิ่งก็ ไป เอาบลูเพิร์ลมาเลี้ยงเลยครับ ยังไงก็ไม่เปลี่ยน มีแต่เข้มขึ้นหรือจางลง

สีของเดสเท่าทีเห็นตอนนี้ ก็มีประมาณ
สีน้ำเงิน
สีน้ำเงินเข้ม
สีฟ้าอมน้ำเงิน
สีน้ำเงินอมม่วง
สีเขียวอมน้ำเงิน
สีน้ำตาล
สีขาวฟ้า
สีขาวเหลือง
สีดำสนิทยังไม่เคยเจอ

เพราะสิ่งมีชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องพันธุกรรมเท่านั้น การได้รับฮอร์โมน การได้รับธาตุบางชนิด สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพได้ จากการที่ผมเลี้ยงมา และทดลองกับกุ้งตัวเอง ฮอร์โมนก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลกับสีสัน แต่นั่นก็ไม่ถาวร ไม่ว่าจะเป็น ฮอร์โมนจากภายในตัวกุ้งเอง หรือจากอาหารที่ได้(อาหารสด กุ้งฝอย หนอนแดง) หรือแม้แต่ฮอร์โมนสังเคราะห์ ที่เราใส่ลงไป

ถ้าเราสังเกตกุ้งตอนใกล้ ลอกคราบสีจะเข้มมาก แต่เมื่อลอกคราบแล้วสีจะซีดลง และจะกลับมาเข้มอีก(ยังไม่รวมกรณีที่เปลี่ยนสีนะครับ) สลับกันไป นั่นคือวงจรการสะสมแร่ธาตุ โดยการดึงเอามาจากในน้ำที่มันอาศัยอยู่ แร่ธาตุจะเข้าได้ดีในตอนแรก เพราะกุ้งลอกคราบขนาดจะใหญ่ขึ้นได้ จะเกิดจากการดึงน้ำเข้าสู่ตัว ส่วนเรื่องเปลือกที่จะแข็ง ก็เกิดจากดึง เอาแคลเซียมคาร์บอเนต ที่มีในน้ำเข้าไปสะสมที่เปลือก แต่แร่ธาตุตัวที่เข้าไปสะสมแล้วแสดงสีนั้นๆ ออกมายังไม่มีใครทราบแน่ชัด

แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ หากแร่ธาตุเข้าไปสะสมแล้วแสดงผลร้อยเปอร์เซนต์ เหตุใด เดส จึงไม่เป็นสี ส้ม สีแดง สีเขียว นี่เป็นเหตุผลที่น่าคิดว่า การแสดงผลของแร่ธาตุนั้น มันมีตัวควบคุมคือกลไก ทางพันธุกรรม ที่มียีน กำหนดโทนสีอยู่ แร่ธาตุเป็นเสมือนตัวเสริม เพียงแต่ยีนดังกล่าวจะแสดงผลเมื่อ ถึงวัยเจริญพันธุ์ เช่นเดียวกับสัตว์น้ำหลายชนิด



14368698_1122626344450638_8658933878549709387_nการที่จะให้ เดส ที่ท่านเลี้ยง เจริญเติบโตได้ดังใจหมายแล้ว คงไม่ใช่เพียงไปเลือกซื้อกุ้ง เกรดสูงมาเลี้ยงเท่านั้น(ถึงแม้สายพันธุ์นี้จะโตไวก็เถอะ) แต่ปัจจัยหนึ่งที่ สำคัญคือ อาหาร ไม่ว่าจะด้วย อาหารเม็ด อาหารสดมีชีวิต อาหารสดไม่มีชีวิต และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมที่ใช้ควบคู่กันไป

ประเด็นที่สำคัญคือการเลือกอาหารให้เหมาะสมกับ ขนาดของเดส รวมถึงการให้สลับกันไปไม่จำเจ นั่นเอง โดยธรรมชาติของกุ้ง จะกินอาหารทั้งวันทั้งคืน เพียงแต่จะหยุดเป็นพักๆ ฉะนั้นเราก็ควรให้ทีละน้อย แต่บ่อยๆครั้ง โดยดูจากการเดินหาอาหารของกุ้งในตู้ นั่นแสดงว่าหิว แต่ถ้าให้แล้ว กินเล่น ก็ไม่ต้องให้อีก เพราะให้ไปก็ไม่ได้อะไร แถมยังทำให้น้ำ ขุ่น และเสียไวกว่าเดิม

ในกรณี การให้อาหารเม็ดสำเร็จรูป ถ้ากุ้งขนาดเล็ก หากให้เม็ดใหญ่เกินไป จะกินได้น้อย เสียเวลาในการกินมากเกินไป และอาหารเองก็เสียสภาพ ในที่สุด ผลที่ตามมาก็คือ คุณภาพน้ำในตู้แย่ลงอย่างรวดเร็ว เกิด แอมโมเนีย และไนไตรท์ ที่เป็นอันตรายต่อกุ้งอีกด้วย ยิ่งถ้าตู้ไหนปูวัสดุรองพื้นหนาๆ ละก็ คงเยอะเป็นพิเศษ (เทคนิคการใช้วัสดุรองพื้นว่ากันบท ต่อๆ ไปนะครับ) เมื่อเป็นอย่างนี้ ควรเลือกอาหารให้เหมาะสมกับขนาด ผมขอแนะนำ ตามนี้นะครับ(ผมทำแล้วมันดีจึงเล่าให้ฟัง แต่ผมไม่ได้บอกว่า ตามนี้ดีที่สุด แต่ก็ดีที่สุดสำหรับกุ้งผม)

ขนาดกุ้ง
แรกเกิด- 1 ซม. ควรใช้ อาหารเกล็ดเล็ก ทางการค้า เค้าเรียก เบอร์ 0 คือเกือบเป็นผง แต่ไม่ใช่อาหารผงนะครับ
>1 ซม. – 1 นิ้ว ควรใช้ อาหารขนาด 1.0- 1.5 mm.
>1 นิ้ว – 3.5 นิ้ว ควรใช้ อาหารขนาด 2 mm.
มากกว่า 3.5 นิ้ว ควรใช้ อาหารขนาด 3 mm.
ขนาดอาหารที่ผมกล่าวมา คือ ความยาวนะครับ เพราะอาหารลักษณะ เป็นท่อนๆ

ส่วนการเลือกซื้อ ควรพิจารณาคุณภาพของอาหารด้วย แน่นไปไม่ดี เปื่อยง่ายก็ไม่ดี มีกลิ่นสาบก็ไม่ดี เรื่องกลิ่นอาจยากไปสำหรับ มือใหม่ เพราะแยกไม่ออกว่ามันกลิ่นสาบเพราะเก่า เสียสภาพ หรือมาจากกลิ่นของปลาป่น นั่นเอง เอาเป็นว่าเวลาไปซื้อ ถ้ามันแกะได้ หรือมีตัวอย่าง ก็ดมๆ ดูหน่อย และจำไว้ คราวหลังถ้าอาหารเราเสียหรือเก่า ก็ลองดมดูอีก คราวนี้ละ คงแยกได้ (จากที่ทดลองมา ของร้านปราณีก็ ดีครับ เพราะมีให้หลายขนาด ในหนึ่งกระป๋อง อีกอย่างราคาไม่แพงด้วย )

กรณี อาหารสดมีชีวิต อันได้แก่ หนอนแดงสด กุ้งฝอยสด อาทีเมีย ไส้เดือนน้ำ แม่เพรียงสด (ตัวนี้ดีที่สุด แต่หายากเท่านั้นแหละ) สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะแม่เพรียง ดีสำหรับ กุ้งเพศเมียที่่จะเพาะพันธุ์ อีกอย่างของพวกนี้กระตุ้นความอยากกินของกุ้งได้ดี แต่ก่อนที่จะให้กิน ก็ควรทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ หรือสิ่งสกปรก ที่ติดมาให้ได้มากที่สุด โดยใช้ ด่างทับทิม หรือเกลือ แต่ผมแนะนำให้ใช้เกลือมากกว่าเพราะ ปลอดภัยต่อกุ้ง หาง่าย มันอาจจะดู พิถีพิถันไปหน่อย แต่เชื่อผมเถอะครับ กุ้งที่เรารัก จะอยู่กับเรานาน และมาขออาหารเราอยู่เรื่อยๆ ผมเคยเจอแบบนี้มาแล้ว ให้อาหารพวกนี้ โดยไม่ทำความสะอาดให้ดี หลังจากกุ้งกินเข้าไปประมาณ 4-7 วัน อาการออกคือ ขี้ใสๆ ไม่เต็ม นั่นคือ การหลุดลอกของผนังลำไส้ ที่โดน โปโตซัวชนิดหนึ่ง เข้าไปทำให้ลำไส้เป็นแผล กุ้งก็กินอาหารน้อยลง ในที่สุดก็จากไป

เสริมนะครับ เจ้าไส้เดือนน้ำ ผมเองใช้น้อยมาก เพราะในตัวไส้เดือนน้ำ มี ตัวอ่อนพยาธิแฝงอยู่ อีกทั้งโลหะหนักอีกด้วย การดูแลรักษาก็ยุ่งเอาการ(เน่าไวเสียจริงๆ) เพราะมันสร้างของเสียได้ไวและมากพอสมควร

กรณี อาหารสดไม่มีชีวิต อันได้แก่ หนอนแดงแช่แข็ง กุ้งฝอยแช่แข็ง กุ้งฝอยต้ม ไรนางฟ้าแช่แข็ง พวกนี้ก็ยังถือว่าคุณค่าทางโภชนาการยังดีอยู่ เก็บรักษาง่าย และส่วนมากผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วบางอย่าง สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการใช้ อาหารเหล่านี้ คือ ถ้าใช้ก็ใช้ให้หมด(คงมีบางท่านบอกว่า ก็กุ้งไม่เยอะ จะเอาไปให้อะไร อีกละ ผมแนะนำว่า ตัดแบ่งไว้ตามขนาดหรือปริมาณ พอดีต่อมื้อ) เมื่อเอาออกจากตู้เย็นแล้ว อาหารเหล่านี้ถูกแช่อยู่ในอุณหภูมิต่ำ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจนถึงระดับที่ เอมไซม์ในอาาร ทำงานได้ อาหารนั้นก็จะเสียสภาพ อย่างถ้าเป็นหนอนแดง ก็จะดำ หรือตัวแตก จะเห็นมีสีแดงคล้ายเลือดไหลออกมา

การใช้ ก็เอาออกมาล้างน้ำสะอาด(น้ำประปานี่แหละ) ก่อนให้ ไม่แนะนำให้แบบที่มันยังแข็งเป็นน้ำแข็งอยู่ โดยเฉพาะกับ กุ้งใหญ่ นี่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง มันจะทำให้กุ้ง ช๊อค กระทันหัน เพราะกุ้งขนาดใหญ่ กินคำใหญ่ ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเราหิวน้ำมากๆ แล้ว ดื่มน้ำที่เย็นจัด ที่ละมากๆ คงมึนสมองดีแท้เลย

เรื่องการเลือกซื้อ ก็ต้องดูด้วยนะครับ เพราะอาหารแช่แข็ง บางอัน ขายไม่ได้ ก็แช่มานานจน เสียสภาพแล้วเหมือนกัน อย่าคิดว่าเย็นแล้วจะดีเสมอไป (ส่วนที่ผมเคยใช้แล้วดี ก็ ของ Ocean free ครับ หนอนตัวใหญ่ แดงจัด)

กรณี ผลิตภัณฑ์เสริม ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียมน้ำ วิตามินน้ำ สไปรูลิน่าผง สารสกัดจากสไปรูลิน่า ไคโตซาน แบคทีเรียน้ำ และอื่นๆ ตรงนี้ผมขอบอกว่า ผมเองก็ยังใช้ไม่หมดทุกชนิดหรอกครับ แต่เท่าทีบอกได้ก็ คงเป็นเรื่องของการดูภาพรวมมากว่า มันเป็นเรื่องของความดูแลเอาใจใส่ พิถีพิถันเป็นเป็นเศษ เพราะผมเชื่อว่าทุกท่านก็อยากให้กุ้งของเรา สีสันสวยเงางาม สุขภาพแข็งแรง



การเลี้ยง จากตัวจิ๋ว ให้ตัวโต และการลอกคราบ

14358711_1122634671116472_7625807528662732222_nมาถึงบทนี้ก็เหมือนการนำบทที่ผ่านๆ มายำรวมๆ กัน แต่ก็มีเทคนิคให้ผู้อ่าน ได้นำไปใช้ได้ ว่่าแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ ในการเลี้ยงกุ้งไซส์ ตั้งแต่แรกเกิด ช่วงลงจากท้องแม่ ใหม่ๆ นั้น ก็ให้อาหาร ตามแบบฉบับที่ผมได้กล่าวไว้ในเรื่องอาหาร ลูกกุ้งที่สมบรูณ์แข็งแรง ภายในระยะเวลา 1 เดือน สามารถเจริญเติบโตได้ ประมาณ 2 cm – 1 นิ้ว(จากปลายกรี ถึงปลายหางไม่รวมก้าม) ลอกคราบประมาณ 3 ครั้ง โดยเฉลี่ย สัปดาห์ละครั้ง การเลี้ยงกุ้งไซส์เล็กรวมกันจะทำให้การกินอาหารดีเจริญเติบโตดี แต่การสูญเสียย่อมมี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องก้าม หรือแม้แต่ชีวิต(ซึ่งทุกท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นแน่นอน) หากการดูแลจัดการดี รู้ช่วงเวลาในการลอกคราบ ก็จะเกิดความเสียหายน้อย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงด้วย ถ้ากุ้งก้ามหัก ในช่วงขนาดไม่เกิน 2 cm ไม่น่ากังวล เท่าไรนัก สามารถขึ้นมาทดแทนได้ แต่ถ้าขนาดใหญ่กว่านี้ ฟอร์มของกุ้งจะเสีย โดยเฉพาะเพศผู้ ลายจะแตกไม่เท่ากัน ข้างใดที่หัก จะแบน ยากที่จะทำให้เท่ากันได้ ถึงขั้นไม่มีโอกาสเลยด้วยซ้ำ พอผมกล่าวถึงตรงนี้เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่าน คงนั่งเสียใจกับกุ้งที่เป็นแบบนี้ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น ถ้าคุณเลี้ยงด้วยใจรัก ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ในการเลี้ยงที่คุณควรนำไปปรับใช้สำหรับกุ้งตัวต่อไป เมื่อกุ้งมีขนาดใหญ่ขึ้นก็ควรแยกเลี้ยง เพราะเดสมีอัตราการทำร้ายกันเองสูง อัตรารอดน้อย(เพราะกินพี่น้องเป็นอาหารไงละ) และเรายังสามารถเห็นฟอร์มที่สวยงามของกุ้งแล้วทั้งเพศผู้ และเพศเมีย ทรงก้าม และสีสัน(สีสันก็ยัง เปลี่ยนแปลงขึ้นลง ได้ สำหรับผมสวยทุกสี ขอแค่ก้ามได้ ลายชัด เป็นพอ)

สิ่งที่อยากแนะนำในกุ้งขนาดนี้คือ การใส่ที่หลบซ่อน จากที่ทำมาแล้วพบว่าดีก็เป็น ไนลอนสีฟ้า หรือที่เรียกกันว่า มุ้งเขียว (ทั้งที่จริงมันก็สีฟ้าชัดๆ อีกอย่าง ส่วนตัวผมจะไม่ใช้ท่อ PVC เพราะไม่ช่วยอะไรเลยในกุ้งเล็ก) ไนลอนสีฟ้า อ่อนนุ่ม อันนี้เหมาะกับการป้องกันลูกกุ้งก้ามหักได้ และเหมาะสำหรับผู้เพาะที่มีพื้นที่จำกัด ตู้ไม่มากพอที่จะแยกได้ เนื่องจากจะเพิ่มพื้นที่ในการอยู่อาศัยให้มากขึ้น เมื่อกุ้งขนาด เพิ่มขึ้น เป็น 1-2-3-4-5 นิ้ว หากจำนวณมากพื้นที่ก็ต้องมากตามไปด้วย การเลี้ยงกุ้งใหญ่ ระดับ 3 นิ้ว ขึ้นรวม กัน สามารถทำได้ แต่การกินอาหารจะไม่ ค่อยได้ผลเต็มที่ เท่าไรนัก เพราะทั้งโดด ทั้งเต้น แย่งกัน จนวุ่นวาย การแยกเลี้ยงเดียวจะได้ผลดีกว่า ทั้งเรื่องความปลอดภัย ความสูญเสียน้อย แต่คุณลองคิดดูซิว่า ถ้ากุ้งที่เราเลี้ยง อย่างเช่น 20 ตัว ขนาด 4 นิ้วขึ้นไปต้องใช้พื้นที่เท่าไร

ในเรื่องของพื้นตู้ ไม่ควรปูวัสดุรองพื้น เช่น กรวด หินนิลดำ ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้อาหารที่ให้ตกลงไปในร่องหรือซอก ลูกกุ้งใช้ก้ามคีบ ไม่ถึง การเปลี่ยนถ่ายน้ำ สุดแสนจะลำบาก ถ้าเป็นของผมจะไม่ปูวัสดุรองพื้นใดๆ ทั้งสิ้น เพราะดูแลง่าย ถ่ายน้ำง่าย

การเปลี่ยนถ่ายน้ำ และ ไฟให้แสงสว่าง จะขอไล่ที่ละ อย่างนะครับ

การเปลี่ยนถ่ายน้ำ อาจทำได้โดยเปลี่ยนที่เดียว 100% แต่ต้องเป็นน้ำพักแล้ว หรือเป็นน้ำที่คลอรีนน้อยจริง(ตรงนี้ ต้องใช้การดม ก็สามารถพอเดาได้) ที่ดีก็ครั้งละ 30 % ทุกๆ 4-5 วัน(อันนี้กุ้งสุขภาพดี โตไวด้วยจากที่ทดลอง) อีกอย่างควรใส่เกลือด้วย ตัวนี้มีประโยชน์หลายอย่าง การใส่ แคลเซียม วิตามิน ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีครับ บางอย่างในน้ำมีไม่พอ อย่าลืมว่าเราเลี้ยงกุ้งที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ตู้เราเท่าเดิม จากประสบการณ์การเลี้ยงของผมอะไรที่เคยใส่ ก็ใส่ให้เท่าๆ กัน ทุกครั้ง เพราะถ้าคุณเคยใส่แล้วไม่ใส่ มันจะทำให้ ค่าต่างๆ แปรปรวน ไม่เป็นผลดีต่อกุ้งที่ท่านเลี้ยง อีกอย่างในตอนกลางคืนดึกๆ บางแห่งคลอรีนแรงมาก สาเหตุอะไรไม่รู้ครับ แต่ที่ดีก็ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนน้ำ

เรื่องของไฟที่ใช้เป็นแหล่งให้แสงสว่าง สำหรับ เครย์ฟิช ใช้ไฟสีเลียนแสงอาทิตย์ หรือไฟบ้านก็โอเค แล้ว จะทำให้กุ้งไม่หลบมาก เวลาเดินดูสง่า เพียงแต่เวลา ต้องการถ่ายรูป อาจได้สีสันที่ไม่เป็นไปดังใจต้องการนัก การใช้ไฟที่ใช้กับไม้น้ำ ทำให้ตู้ดูสดใส สะอาด กุ้งมีสีสันเข้ม แต่ก็ไม่ต่างจากไฟบ้านจนมากนัก จากที่ทดลองมา กุ้งไม่ค่อยออกมาเดิน ยิ่งถ้ามีที่หลบ ก็จะแอบกัน(เรียกว่านอนกันยาว ไม่หิวไม่ออก)

สิ่งที่ผมได้เล่าให้ฟัง ก็ลองนำไปปรับใช้ดู สำหรับคนที่ต้องการเพาะพันธุ์ คงมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย



เรื่องของการลอกคราบ

14519811_1133726740007265_7896906876750599947_n

ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญเลยนะครับ ลองถ้าใครเลี้ยงกุ้งแล้ว ไม่ลอกคราบนี่ รับรองต้อง ร้อนอก ร้อนใจ เป็นธรรมดา กลัวว่าจะแกรน หรือ ผิดปกติบ้างแหละ ทำไมลอกช้าจัง ทำไมลอกบ่อยจัง ทำไมลอกแล้วไม่ผ่าน ทำไมลอกแล้วเปลือกแข็งช้า ทำไมลอกแล้วติด ทำไมลอกแล้วขนาดเท่าเดิม สารพรรณปัญหาเหล่านี้ค้างคาใจหลายท่านแน่นอน

ก่อนจะตอบคำถามเหล่านี้ เรามาทำความเข้าใจกับวงจร การลอกคราบของกุ้ง แบบคร่าวๆ ก่อนดีกว่านะครับ กุ้งเจริญเติบโต ขยายขนาดได้ด้วยการลอกคราบ โดยกุ้งจะกินอาหารเข้าไปเพื่อสะสม และสร้างเปลือกใหม่ภายใต้เปลือกเดิม ดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ จากน้ำเข้ามาสะสม (กลไกต่างๆ เกิดขึ้นด้วยการสั่งการจากฮอร์โมน) เมื่อถึงเวลาที่โครงร่างภายในคับเต็มที่ ก็จะเกิดการดึงเอา โครงสร้างจากเปลือกเดิมไปที่เปลือกใหม่ โดยจะเห็นว่าตอนใกล้ลอกคราบ หากสัมผัสที่เปลือก จะนิ่ม กว่าปกติ นั่นเพราะองค์ประกอบต่างๆ ถูกดึงไปที่เปลือกใหม่ ช่วงนี้ถือว่ากุ้งอ่่อนแอพอควร มีโอกาสถูกทำร้ายได้ง่าย การสังเกตุในช่วงนี้จะเห็น ส่วน เปลือกหัว(carapace) ยกสูงขึ้นกว่าเดิม และแยกออกจาก ส่วนท้อง( abdomen )หรือที่เรา พูดกันติดปากว่า อาการหัวเปิด (ตรงจุดนี้บอกอะไรได้หลายอย่าง เดี๋ยวจะขยายความตอนท้ายนะครับ) โดยระยะเวลาที่หัวเปิดนี่ ก็จะขึ้นกับขนาดของกุ้ง ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งนาน ก่อนการลอกคราบสามารถสังเกตุได้อีกอย่างหนึ่งคือ ให้อาหารจะไม่กิน หรือกินน้อย แต่ก็มีบางตัว กินเก่ง แบบว่ามีอาการหัวเปิดแล้วยังกินได้อยู่ ตรงนี้บางท่านสับสนนะครับ ระหว่างกุ้งที่กินอิ่ม กับกุ้งใกล้ลอกคราบกุ้งที่กินอิ่มใหม่ๆ หัวก็จะยกครับนั่นเป็นเพราะกระเพาะอาหารของเค้าเต่งครับ ไม่ใช่จะลอกคราบ ส่วนกุ้งที่ใกล้จะลอกคราบนั้น เดสนี่สังเกตุง่าย ที่ตรงส่วนหัวถัดจากหลังตาจะเห็น ก้อนหินปูน ขาวๆขุ่นๆ เลื่อนราง มีอาการส่วนท้องยืดตรง หางแผ่ เหยียดตรง เมื่อกุ้งลอกคราบแล้ว ตัวจะอ่อนนิ่ม กระดุกกระดิก ได้อย่างเดียวใช้เวลาซักระยะหนึ่งกว่าจะแข็งตัวพอที่จะเดินได้ แต่ในขณะนี้เปลือกยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้ หรือทนต่อการนีบ การกัดได้ ถ้าให้กุ้งกินเปลือกของตัวเองหลังจากลอกมา จะทำให้เปลือกใหม่แข็งไว ไม่ต้องเสียเวลานานในการสะสม ไคติน อีกประการทำให้เราสามารถเช็คกุ้งได้ด้วยว่า พร้อมแล้วหรือยัง หากกุ้งกินคราบตัวเองได้หมดนั่นหมายถึงแข็งแรงแล้ว พร้อมที่กินอาหารที่เราให้ได้ และจะกินดีในช่วง สองถึงสามสัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะลดลง นอนมากขึ้น

มาถึงเรื่องการตอบคำถาม “สารพรรณทำไม” กุ้งที่ตัวเล็ก จะลอกคราบบ่อยเมื่อโตขึ้นระยะเวลาในการลอกคราบแต่ละครั้ง นั้นจะห่างไปเรื่อยๆ กุ้งที่ลอกคราบช้า (ไม่เหมือนกับระยะเวลาช่วงลอกคราบนานนะครับ) คืออาจเป็นเพราะกุ้งได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ คือกินมากเท่าๆ กับตัวปกติ แต่กลับไม่โต บางตัวลอกบ่อย ขนาดและไซส์ก็ใหญ่ตามไปด้วย กุ้งพวกนี้ถือว่าโตดี
กุ้งที่ลอกคราบแล้วติด เกิดจากการที่ ส่วนนั้นๆ ใหญ่ เกินขนาดทางออก หรือการสร้างคราบใหม่ตรงจุดนั้น ไม่สมบรูณ์ ซึ่งบางกรณีเกิดจากเคยเป็นบาดแผลมาก่อน หรือการคดผิดรูปของโครงสร้างกุ้งที่ลอกคราบแล้วขนาดใหญ่ แบบก้าวกระโดด จะพบว่าเวลาที่ หัวเปิดจะนาน และเปิิดสูงมาก เมื่อลอกออกมาจะมีขนาดใหญ่จนผิดหูผิดตา อันนี้หลายท่านคงหวังให้้เป็นแบบนี้ทั้งสิ้น แต่นั่นก็ไม่เสมอไป ถ้าลองเลี้ยงหลายตัวจะเห็นพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป กุ้งที่ลอกแล้วก้ามระเบิด ส่วนใหญ่จะเป็นเพศผู้ ส่วนเพศเมียขนาดของ abdomen และหางจะขยายใหญ่จนสังเกตุไ้ด้ แผกว้างชัดเจน ลักษณะดังกล่าวนี้ จะทำให้เราแยกเพศได้ โดยไม่ต้องจับกุ้งหงายท้อง แต่ลักษณะ เช่นนี้จะ พบเมื่อกุ้งขนาด 1.5 นิ้วขึ้นไป ส่วนการที่ลอกแล้วแข็งช้าอันนี้เกิดจาก แคลเซียมคาร์บอเนต และฟอสฟอรัส ในน้ำต่ำ ทำให้กุ้งดูดซึมเข้าไปได้น้อย ทำให้เปลือกแข็งช้า แก้ไขโดย ใส่เกลือ และ แคลเซียม ลงไป แต่ที่ละน้อย นะครับ



การเพาะกุ้งเดสทรัคเตอร์

14520340_1133734626673143_7811725196802065319_n

อุณหภูมิที่เพาะ ดังนี้

เพาะเดสน้ำเงิน อุณภูมิ 24-25 องศา ลูกที่ออกมา จะสีขาว ขาวฟ้่า หรือ ฟ้า
ลอกคราบแล้ว ลูกจะสีฟ้า สีน้ำเงิน สีขาวฟ้า 100%

เพาะเดสน้ำเงิน อุณภูมิ 26-27 องศา ลูกที่ออกมา จะสีขาว ขาวฟ้่า หรือ ฟ้า ลอกคราบแล้ว ลูกจะสีฟ้า สีน้ำเงิน 70% สีขาวน้ำตาล 30%

เพาะเดสน้ำเงิน อุณภูมิ 28-30 องศา ลูกที่ออกมา จะสีขาว ขาวฟ้่า หรือ ฟ้า
ลอกคราบแล้ว ลูกจะสีฟ้่า สีน้ำเงิน 40% สีขาวน้ำตาล 60%

ลูกๆที่ออกมาแล้ว ถ้าให้กินสาหร่ายหางกระรอก ลูกๆลอกคราบแล้วจะได้สีน้ำตาล
ลองดูนะคับ ใครได้สีอะไรก็ไม่ผิด เลี้ยงเค้าให้ดีๆ เท่านั้นล่ะ ดีที่สุด..สู้ๆ

 

 



บางส่วนของการเข้าคู่ กุ้งเดสทรัคเตอร์ ที่เข้าใจกันผิด..

14462729_1135248489855090_6990212610916929928_n1. กุ้งชนิดนี้ เป็นสาย C (cherax) ดังนั้น เมื่อตัวเมียพร้อมและเกาท้อง กุ้งทั้งคู่ถึงจะเข้าผสมกัน ต่างจากสาย P ก้ามหนาม ที่ผสมกันบ่อย
2. เดสทรัคเตอร์ พ่อแม่กุ้ง จะสีอะไรก็แล้วแต่ เช่น พ่อสีฟ้า แม่สีขาว ลูกกุ้งเกิดมาจะสีอะไรก็แล้วแต่อาหารที่กินเข้าไป ไม่ใช่ว่า พ่อฟ้าแม่ฟ้า ลูกจะฟ้าในเมื่อให้ลูกกุ้งกินพืช เช่น สาหร่าย เข้าไป ลูกกุ้งจะสีน้ำตาลได้เสมอ

ลองเลี้ยงสักคู่ ดูพฤติกรรม ศึกษาข้อมูลให้แน่น จะสนุกไปกับการเลี้ยง การทดลองการทำสีของกุ้ง และไม่ถูกหลอกจากข้อมูลผิดๆ ที่คิดแต่จะขาย และปั่นราคากัน

ที่มา RCIC Society



การเตรียม และอนุบาลลูกกุ้งเดสทรัคเตอร์

14495275_1135273459852593_726970995822326116_n1. การเตรียมตู้/อ่าง/บ่อ ควรมีความสูงของน้ำ 30-40 ซม. เพื่อควบคุมอุณภูมิของน้ำไม่ให้แกว่ง เพื่อให้ลูกกุ้งไม่น๊อคน้ำ
2. น้ำ หากไม่มีตัววัดค่า Ph ให้ใช้น้ำที่พักค้างคืนไม่น้อยกว่า 2-3 คืน ขึ้นไป
3. อาหารในระยะ 3 วัน ลูกกุ้งจะยังไม่กินอาหารใดๆ แต่หลังจาก 3 วันขึ้นไปอาหารที่ใช้นั้นก็ควรบดให้เป็นผงก่อน โดยให้แต่น้อยๆ ถ้าให้อาหารสดจะมีปัญหาน้ำเสียไว
4. ปกติกุ้งแต่ละชนิด ถ้าไข่สมบูรณ์ มักจะได้ลูกกุ้งราวๆเฉลี่ยไม่เกิน 300 ตัว แล้วแต่สายพันธุ์ พื้นที่เลี้ยงในการอนุบาลควรกว้างพอสมควร
5. กรณีกุ้งบางชนิดเปลี่ยนสีตามอาหารที่ให้กิน เช่น กุ้งเดสทรัคเตอร์ ถ้าเลี้ยงโดยให้กินสาหร่าย หรือให้มีที่หลบตลอดเวลา จะมีสีน้ำตาลเข้ม จะสีขาว หรือสีฟ้า ยากหน่อยคับ เมื่อโตเพราะลูกกุ้งได้สะสมสารคลอโรฟิลล์ไว้ในตัวมาก

 





3,619 total views, 8 views today

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *